Posted on Tue 9 Mar 2010 4:57

เรื่องนังเมียสมาธิสั้น

คนอ่านไดอารี่นานๆ

คงพออ่านผ่านๆจับใจความได้บ้างนะครับ

ว่านังเมียเนี่ยสมาธิสั้นขั้นเทพนะครับ

 เรื่องนังเมียสมาธิสั้น

ชีเป็นสมาธิสั้นจริงๆนะครับ  มิใช่ แกล้งพูดแต่ให้ขำอย่างใด

โรคสมาธิสั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโรค ADHD นะครับ

มีคนเป็นกันเยอะ มากนะครับ แต่ไม่รู้ตัว

 

ตัวนังเมียก็เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้

ตอนที่พาลูกไปหาหมอจิตเวชเด็กนั่นล่ะครับ

 

ลูกนังเมีย  ตอนอยู่โรงเรียนเก่า

เกเรในห้องเรียน ไม่ค่อยฟังครูนะครับ ถึงแม้ว่าลูกจะเรียนเข้าขั้นดี

แต่นังเมียกับ ย่าและพ่อของลูกไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ

เขารักลูก แต่เขาไม่ได้หลงลูกนะครับ

พวกเขาปรึกษากัน

เพราะว่าลูกก็ป่วนคนอื่นด้วย  เขาไม่อยากให้เป็นปัญหาต่อสังคม

ก็เลยต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนนะครับ

 

ตอนแรกนังเมียกับพ่อของลูก

ไม่ถูกกันเท่าไหร่ ตอนนี้สามัคคีกันมากเลยนะครับ

 เพราะ คำว่า รักลูก คำเดียว 

 เขาก็ร่วมปรึกษากันนะครับ

ทั้งย่าของลูก  พ่อของลูก และนังเมีย ให้พาลูกไปลองคุยกับจิตแพทย์ดู

ลูกนังเมียก็ทำเทสดูสรุปว่า

ลูกนังเมียไอคิว Superior 134 นะครับ

แต่มีอาการสมาธิสั้นร่วมด้วย

                            ส่วนนังเมียเองเป็นทั้ง Hyper ทั้งไอคิวร้อยสามสิบ ทั้งสมาธิสั้น

                                        คูณสามซุปเปอร์แก๊งค์เลยนะครับ

คนเราการที่ฉลาดแต่สมาธิสั้น จะวู่วามและจะมีผลเสียเยอะมากกว่าดีนะครับ

                                          เพราะชีวิตคนเราฉลาดเรียนเก่งอย่างเดียวอยู่ไม่ได้

ต้องมีอีคิวด้วย

 

 

 

ทุกๆคนเลยลงความเห็นให้ลูกนังเมียเข้าโปรแกรมปรับสมาธินะครับ

ตอนนี้ลูกอยู่ในโปรแกรม มา 2 ปีแล้ว

 และดีขึ้นมากทุกอย่าง เรื่องเรียนเราไม่พูดนะครับ

มันเปลี่ยนแปลงกันได้ ปีนี้ดีปีหน้าลดลงบ้างก็ไม่เป็นไรครับ

บ้านเราไม่มีใครซีเรียสครับ

แต่เรื่องสมาธิ การใช้ชีวิตกับคนรอบข้าง

ลูกนังเมียดีขึ้นมากเลยครับ มีเพื่อนเยอะ เข้ากับเพื่อนได้ดีมาก

บางครั้งอาจจะมีขี้อาย ตามธรรมชาติ

เพราะเขาเหมือนแม่เขาน่ะครับ ไม่ค่อยยุ่งกับคนแปลกใหม่เท่าไหร่ 

------------- 

ส่วนตัวนังเมียเอง เพิ่งจะเข้าโปรแกรมจริงจังได้ไม่นาน

ทิ้งเอาไว้หลายปีเพราะว่า นิ่งนอนใจนะครับ

ใช้ชีวิตสบายไปหน่อย ไม่ต้องทำงานปีนึง

 ทำให้ไม่ค่อยจะสังคมอะไรกับใคร 

หาก เราอยู่กันแค่ ตา ยาย ลูก ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ

--------------  

 แต่ด้วยความที่การงานตอนนี้ใหญ่ขึ้น ต้องเข้าสังคม ต้องมีเพื่อนใหม่ๆบ้าง

นังเมียต้องแก้ไขความคิดเดิมๆบ้างนะครับ

อย่างเรื่องงานเวลางานเข้ามามากๆชีจะเรียบเรียงอะไรไม่ถูกนะครับ

ทุกอย่างยากไปหมดนะตะเอง เยอะแยะ ไปดีกว่า

_ _ '

                                        หรือบางทีผมช่วยไม่ได้ งานผมยุ่ง ชีก็จะสติแตกไปเลย

ไม่เอาอะไรแล้ว ไม่เอางานก็ได้ นอนดีกว่านะตะเอง

 ช่างมัน  ไปดีกว่า  

 ซึ่งมันไม่ดีกับนังเมียมากๆ   คนเราจะ give up อะไรง่ายขนาดนั้นครับ

ความอาร์ตมันก็เยอะอยู่แล้วจะสมาธิสั้น ยกเลิกอะไรง่ายๆอีกชีวิตคงจะแย่นะครับ

 

 

ความรักความเข้าใจที่ผมมีให้มันอาจจะไม่พอนะครับ

เพราะบางที่ผมก็สติแตกใส่นังเมียเหมือนกัน 

หากยังสมาธิสั้นอยู่ สักวันหนึ่งชีต้องทิ้งผมแน่ๆ

--------------

เรื่องสังคม เพื่อนเก่าชีก็สนิทกัน รักอยู่แล้ว Keep contact กันไป

แต่เพื่อนใหม่ๆชีจะคบน้อยมากๆ แบบว่าไม่เปิดใจกับใครง่ายๆน่ะครับ

ชีจะตั้งเกราะเอาไว้เลย ไม่ใช่ว่าชีดีเริ่ดประเสริฐศรีนะครับ

 

แต่เพราะชีทราบว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่น ปากชีก็ไม่ค่อยจะดีนะครับ

คำพูดหรืออะไรของนังเมียมันเป็นความจริงเกินไป

คนใหม่ๆเข้ามาหลายราย รับไม่ได้กับความตรงของนังเมียข้อนี้นะครับ

บางทีเอานังเมียไปว่านะครับ

 

ชีทราบทีหลังก็เสียใจ  ว่าเราหวังดีกับน้องเขานะ พูดความจริง ทำไมรับไม่ได้???

55 นังเมียจะไปรู้โลกอะไรล่ะครับว่า

คนบางคนก็รับความจริงไม่ได้ เพราะชอบอยู่ในโลกที่ตัวเองแต่งขึ้นมานะครับ

---------------------------------------------------------

อย่างตอนนี้ชีก็มีเพื่อนใหม่ๆที่ดีเข้ามาในชีวิตบ้างนะครับ

ผมจะสอนนังเมียตลอดนะครับ ไหนๆจะทิ้งผมไปมีเพื่อน

ต้องเป็นเพื่อนที่มีคุณภาพเบื้องต้นบ้างนะครับ เช่นนำความสบายใจ

        และต้องเป็นที่ปรึกษาได้บ้างนะครับ

หากไม่มีสองข้อนี้ ก็ผ่านไปได้เลยนะครับ เสียเวลา

--------------------------------

บางครั้งชีจำเป็นต้องไปเจอคนใหม่ๆ เวลามีคนถามอะไร

ชีจะนั่งมองนิ่งๆ ยิ้ม ค่ะๆ อย่างเดียวนะครับ

หากไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อน อาจจะมีเหม็นขี้หน้านังเมียขึ้นมาได้นะครับ

อย่างวันที่ไปขายของล่าสุด ลูกค้าซื้อเลโก้ของลูกนังเมีย

พอดีกล่องขาด เขาถามหาสก๊อตเทป

ชีก็บอกว่า พี่มาขายของไม่ได้มาทำรายงาน

 

แบบว่าอยากโดนเตะมากเลยนะครับทั่นนังเมีย

----------------

กลับมาเรื่องหาหมอนะครับ

 

พอนัดหมอได้

นังเมียก็เข้าโปรแกรมทันทีนะครับ คุยกับหมอเดือนละหน ทานยาแค่วันละ 2 เม็ด

 นี่ผ่านมา 4 วันแล้ว ชีสมาธิดีมาก

อย่างวันนี้ผมดุนังเมียเรื่องงาน

ชีก็ไม่ปรี๊ดนะครับ คุยกันด้วยเหตุผล ชีจ๊ะจ๋าว่าง่ายเสียอีก จนผมดุไม่ลง

ชีจับต้นชนปลายว่าจะทำอะไร ต่อไปได้นะครับ

จากสมัยก่อน โอ้วมายก๊อดมาก ปรี๊ด สติแตกง่ายมาก  

--------

ปิดท้ายนิดนึงนะครับ

การที่คนเราไปปรึกษาจิตแพทย์ เป็นเรื่องปกตินะครับ

ไม่ได้บ้าเสมอไปนะครับ

และการที่คนเรายอมรับและกล้าไปพบจิตแพทย์

คนนั้นย่อมไม่น่าเป็นห่วงนะครับ

 

โลกเราทุกวันนี้เปลี่ยนไปเยอะ  คนเราที่ดูปกติ

ชอบบอกว่าตัวเองปกติอาจจะไม่ปกติได้

 

ดูอย่างชีวิตคู่ผมกับนังเมีย ยอมรับนะครับ

ว่ารักกันมาก มีความสุขมาก บางทีสำลักความรักเลยทีเดียว

แต่อะไรที่มันต้องรีบแก้ไข  มันก็มีนะครับ 

แต่หากเราช่วยกันแก้ไข และเข้าใจกัน พร้อมที่จะเดินก้าวไปด้วยกัน

ทุกเรื่องมันก็จะเล็กลง เล็กลงนะครับ

---ความรัก ชนะทุกสิ่งนะครับ---

ปล . ผมได้ถามนังเมียแล้วนะครับ ว่าเขียนเรื่องนี้ลงได้ไหม ชีอายไหม ????

ชีบอกเลยนะครับว่าได้ ไม่อายหรอกตะเอง

แม่ๆ คนอื่นจะได้คอยสังเกตลูกและคนรอบข้างด้วย

จะได้รักษาง่ายๆแบบลูกเรา

(แต่ตัวเองยังไม่รู้............ว่างั๊น)

 

 

--------------------------------------------

 กระเป๋าคลัชใบใหญ่ล๊อตแรกส่งไปแล้วนะครับ

พรุ่งนี้คงได้รับกันแล้ว

ใบเล็กตามไปทีหลังนะครับ

เรื่องนังเมียสมาธิสั้น

 

 

 

 

ADHD หรือ โรคสมาธิสั้น

 

เรียบเรียงโดย DMH Staffs กรมสุขภาพจิต

 



 



เราเคย เข้าใจคำว่า ADHD ไม่เป็นในวัยรุ่นที่อายุมากกว่า 15 ปี แต่ความคิดนี้เป็นจริงเพียงบางส่วน มีการวิจัยว่า ADHD เป็นในวัยรุ่นและพบได้บ่อยในวัยรุ่น ในปี ค.ศ. 1996 มีการศึกษา meta-analysis ที่ว่าทุกๆ 5 ปี คนไข้ครึ่งหนึ่งจะหายจากโรค แต่การศึกษาถูกตำหนิว่ามีปัญหาในการทำ การวิจัยอื่นพบว่า restoration rate มีเท่ากับ 40-90% โดยพบว่าอัตราในคลินิกมีมากกว่าในชุมชน โดยทั่วไปเมื่อโตขึ้นอาการหุนหันพลันแล่น และความซนจะลดลง ทำให้เข้าใจผิดว่าหาย แต่ถ้าดูกันดีๆ จะพบว่าเขาจะยังมีความผิดปกติอยู่เมื่อเทียบกับเพื่อนอายุรุ่นเดียวกัน

มีการศึกษา meta-analysis จาประเทศแคนาดาที่ศึกษาระดับของการทำงานพบว่า 1/3 จะปกติ ½ จะยังมีความผิดปกติมีอาการของ ADHD และส่วนน้อยที่จะต้องอยู่ในตึกผู้ป่วยจิตเวชแบบระยะยาว การศึกษาของ Lambert ก็บอกเช่นกันว่า 20% หาย 37% มีความผิดปกติด้านการเรียนและพฤติกรรมเหลืออยู่ และ 43% อาการคงเดิม สิ่งนี้บอกอะไรเรา มันบอกว่าเด็กบางคนหายจาก ADHD ได้ อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนหน้า หรืออาจะเกิดจากโรคมีความรุนแรงต่างกันในแต่ละคน ทำให้เกิดปัญหาว่าจะสามารถหยุดยาได้ในคนไข้รายใด อย่างไรก็ตาม คนไข้ส่วนใหญ่ไม่หาย โยจะอยู่ในสองกลุ่มคือ

ADHD ที่ดีขึ้น ปัญหาลดลง

ADHD ที่ยังคงอยู่ และปัญหาก็ยังคงอยู่แต่ต้องเตือนไว้เสมอว่าคนไข้ ADHD มักเกิดร่วมกับ ปัญหาการเจ็บป่วยอย่างอื่น

ปัญหาที่เสี่ยงในวัยรุ่น ได้แก่ การเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล การเรียนไม่ดี และทำงานที่ต่ำต้อยในสังคม

การวินิจฉัย ADHD ทำง่ายในเด็กอายุ 7-9 ปี แต่ถ้าเด็กหรือโตกว่านั้นจะดูยาก อาจต้องติดตามอาการนาน



หลายคนอ่านแล้วอาจจะงงๆ มาทำความรู้จักหรือรื้อฟื้นความจำเกี่ยวกับโรคนี้กันสักนิดค่ะ




 

โรคสมาธิสั้นหรือที่รู้จักกันในชื่อโรคเด็กซน

-จะ เกิดร่วมกับโรคอื่นๆ ในเด็กอีกหลายโรค ได้แก่ โรคดื้อ (Oppositional) โรคเกเร (Conduct) โรคบกพร่องทางการเรียน (Learning) โรควิตกกังวล (Anxiety) โรคซึมเศร้า (Depression) ถ้าหากโรคสมาธิสั้นได้รับการวินิจฉัยช้าจนเด็กโต จะทำให้มีความเสี่ยงไปกระตุ้นต่อโรคอื่นให้รุนแรงมากขึ้นด้วย

อาการ ของสมาธิสั้น ประกอบด้วย อาการซน ไม่อยู่นิ่ง (Hyperactivity) และหุนหันพลันแล่น (Impulsive) อาการจะสังเกตเห็นได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในวัยก่อนเข้าเรียน ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะเห็นเด่นชัดมากขึ้นเมื่อเริ่มเข้าเรียน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและผู้ใหญ่จะเกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นอีก ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องโดยแพทย์ที่เข้าใจโรค

ระบาดวิทยา

ใน เด็กผู้ชายจะพบโรคซน-สมาธิสั้นมากกว่าเด็กผู้หญิง 4-6 เท่า นับว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตของเด็กที่พบบ่อยที่สุดและเป็นปัญหาเกี่ยวกับ การเรียนด้วย

สาเหตุ

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของโรค ADHD แต่พอจะทราบ 3 ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค คือ

1. ปัจจัยทางพันธุกรรม

จาก การวิจัยพบว่า พี่น้องท้องเดียวกัน ถ้าหากคนหนึ่งเป็นโรค ADHD พี่น้องคนอื่นจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้สูงถึง 5 เท่า ในลูกฝาแฝดชนิดไข่ใบเดียวกัน โอกาสที่จะเป็นโรคนี้สูงถึงร้อยละ 51 ในไข่แฝด 2 ใบ (คนละใบ) อีกคนหนึ่งจะมีโอกาสป่วยถึงร้อยละ 33 เชื่อว่ามีความผิดปกติที่ยีนชื่อ DRD4

2. ปัจจัยทางชีวภาพ

มี โรคหลายโรคของผู้ป่วยที่เกิดทางร่างกายและทางสมอง แล้วเป็นสาเหตุของโรคเด็กซน-สมาธิสั้น เช่น โรคลมชัก (ลมบ้าหมู) โรคขาดอาหาร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีน) เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย ต้องอยู่ในตู้อบ โรคสมองอักเสบในเด็ก โรคพยาธิสมองในเด็ก จากการศึกษาพบว่ามีความผิดปกติในการทำงานของสมอง โดยสมองจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ และมีสารซึ่งช่วยส่งสัญญาณของระบบประสาทต่ำกว่าปกติ

3. ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ได้แก่ ปัญหาการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่เหมาะสม ปัญหาทางด้านจิตใจของพ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็ก ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ADHD โดยตรง แต่จะเป็นตัวกระตุ้นเด็กที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคซน-สมาธิสั้นอยู่แล้ว ทำให้เกิดอาการปรากฏชัดขึ้น และมีอาการรุนแรงขึ้นด้วย

การวินิจฉัยอาการและอาการแสดง

1. อาการขาดสมาธิ เด็ก จะมีลักษณะวอกแวกง่าย ขาดความตั้งใจในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ต้องใช้สมาธิ เด็กจะแสดงอาการเหม่อลอยบ่อยๆ ฝันกลางวัน ทำงานไม่เสร็จ ผลงานมักจะออกมาไม่เรียบร้อยตกๆ หล่นๆ เด็กจะมีลักษณะเป็นคนขี้ลืม ทำของใช้หายเป็นประจำมีลักษณะเหมือนไม่ฟังเวลามีคนอื่นพูดด้วย เวลาสั่งให้เด็กทำงานอะไรเด็กมักจะทำหรือทำครึ่งๆ กลางๆ เด็กเหล่านี้จะมีอาการติดตัวไปจนถึงเป็นผู้ใหญ่

2. อาการซน เด็ก มีลักษณะอาการซนยุกยิก อยู่ไม่สุข นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ ต้องลุกเดิน หรือขยับตัวไปมา ชอบปีนป่าย เล่นเสียงดัง เล่นผาดโผน หรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย ประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ จากความซน และความไม่ระมัดระวัง พูดมาก พูดไม่หยุด อาการนี้เห็นได้ชัดในเด็กเล็กๆ เมื่อโตขึ้นอาการซนจะลดลงตามวัย จนเหลือแต่อาการกระสับกระส่ายกระวนกระวายใจ เวลาต้องอยู่นิ่งๆ ในวัยผู้ใหญ่หรือวัยรุ่น

3. อาการหุนหันพลันแล่น เด็กจะมีอาการวู่วาม ใจร้อน ทำอะไรลงไปโดยไม่คิดล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขาดความระมัดระวัง เช่น วิ่งข้ามถนนโดยไม่มองซ้ายมองขวา เวลาต้องการอะไรจะต้องได้ทันที รอคอยไม่ได้ เวลาอยู่ในห้องเรียนมักพูดโพล่งออกมา โดยไม่ขออนุญาตครูก่อน มักจะตอบคำถามโดยที่ฟังยังไม่ทันจบ ชอบพูดแทรกในเวลาที่ผู้อื่นกำลังคุยกัน หรือกระโดดเข้าเล่นร่วมลงโดยยังไม่ทันขออนุญาตก่อน เวลาทำการบ้านมักจะทำให้เสร็จไวๆ โดยไม่คำนึงถึงว่างานจะถูกต้องเสร็จเรียบร้อยหรือไม่

4. อาการอื่นๆ ใน บางรายเด็ก ADHD จะมีอาการดื้อ ต่อต้าน เกเร ก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย บางรายอาจจะมีพัฒนาการเด็กล่าช้า มีปัญหาทางด้านภาษา และการพูด บางรายจะมีปัญหาการประสานงานกล้ามเนื้อไม่ดี ปัญหาการเรียนรู้บกพร่อง ในบางรายอาจจะมีอาการทางจิตเวชเกิดร่วมด้วย เช่น อาการซึมเศร้า และโรควิตกกังวล

สรุปอาการขาดสมาธิ 9 ประการ คือ

1. ไม่สามารถจดจำรายละเอียดของงานได้ มักจะทำผิดเนื่องจากขาดความรอบคอบ

2. ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือเล่น

3. ไม่สนใจฟังคำพูดของคนอื่น

4. ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดของคำสั่งได้

5. ทำงานไม่เป็นระเบียบ

6. ไม่เต็มใจ หรือเลี่ยงการทำงานที่ต้องใช้ความคิด

7. ทำของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ในการเรียนหรือการทำงานหายบ่อยๆ

8. วอกแวกง่ายๆ

9. ขี้ลืมบ่อยๆ ในกิจวัตรประจำวันของงานที่ทำ

ผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อย 6 อาการจาก 9 อาการขึ้นไป และเป็นอย่างน้อย 6 เดือน

อาการซน หุนหันพลันแล่น 9 ประการ คือ

1. ยุกยิก อยู่ไม่เป็นสุข ชอบขยับมือ ขยับเท้าไปมา

2. ชอบลุกจากที่นั่งเวลาเรียน หรือสถานที่ที่จำกัดให้ต้องนั่งเฉยๆ

3. ชอบวิ่งหรือปีนป่ายสิ่งต่างๆ (ในวัยรุ่นอาจจะแค่กระวนกระวายใจเท่านั้น)

4. ไม่สามารถเล่น หรือนั่งนิ่งอยู่เงียบๆ ได้

5. ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาเหมือนมีเครื่องยนต์ติดตัว

6. พูดมาก พูดไม่หยุด

7. ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ฟังคำถามยังไม่จบ

8. มีความลำบากในการเข้าคิวหรือการรอคอย

9. ชอบขัดจังหวะ หรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นคุยกันหรือแย่งเพื่อนเล่น

การ วินิจฉัยโรค ต้องมีอาการ 6 อย่างใน 9 อย่างขึ้นไปนานกว่า 6 เดือน ก่อนอายุ 7 ปี และอาการต้องเกิดอย่างน้อย 2 แห่ง เช่น ที่บ้าน ที่โรงเรียน การทำงาน การเข้าสังคม ซึ่งอาการทั้ง 9 ข้อนี้ ไม่ได้เกิดต่อเนื่องหลังจากผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช

การรักษา

การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการผสมผสานกันระหว่างการรักษา ด้วยการปรับพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม กับการรักษาทางยา

การปรับพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

1. การฝึกสอนพ่อ แม่ ต้องอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่า โรคเด็กซน-สมาธิสั้น นั้นเกิดจากการทำงานของสมองไม่ดี เกิดจากความตั้งใจก่อกวน โดยพฤติกรรมของเด็กเอง

พ่อแม่ต้องเรียนรู้วิธีการดูแลเด็ก

เด็ก เหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนในสังคม เด็กจะทรมานกับการทำการบ้านแต่แล้วก็ลืมเอาไปส่งครู เด็กจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้น พี่น้อง ส่วนพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจเด็กก็จะไม่สนใจเนื่องจากเด็กจะไม่เชื่อฟังพ่อแม่จะ ไม่สามารถควบคุมเด็ก เด็กจะไม่มีระเบียบวินัย ต่อมาพ่อแม่ก็จะใช้วิธีดุ ตีแม้ว่าจะทราบว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร พฤติกรรมการดุด่าและการลงโทษจะทำให้อาการของเด็กแย่ลง เด็กจะดื้อมากขึ้น ต่อต้าน ก้าวร้าว วิธีการที่ดีกว่าคือ การให้คำชมหรือรางวาลเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง และควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัดสิทธิอื่นๆ

ทั้ง พ่อแม่และเด็กจะต้องปรึกษาจิตแพทย์ หรือทีมสุขภาพจิต เพื่อช่วยกันประคับประคองความรู้สึก พฤติกรรมให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง พ่อและแม่ต้องพูดคุยกับแพทย์เพื่อที่จะได้ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัด ที่ตัวเด็ก และช่วยแนะนำแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อให้เด็กได้ใช้ความสามารถด้านอื่นทดแทนใน ส่วนที่บกพร่อง

2. การแนะนำต่อครู คุณ ครูควรจัดที่นั่งเด็กแถวหน้าหรือกลางห้อง ถ้าเด็กหมดสมาธิก็ให้โอกาสไปเดินได้ ชมเชยเมื่อเด็กทำดี แต่อย่าดุหรือลงโทษเมื่อทำผิด การสั่งการบ้านควรเขียนให้ชัดเจนให้เด็กทำงานทีละอย่าง อย่ามากไป อย่าตำหนิติเตียนเด็กอย่างรุนแรง พยายามเข้าใจและหาจุดดีของเด็ก สร้างความเข้าใจและอาจจำเป็นต้องสอนพิเศษ

3. แนะนำที่ตัวเด็กเอง เด็กควรได้รับการสอนเป็นพิเศษ เมื่อเรียนไม่ทัน มีการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ถ้าหากเด็กมีอาการโรคจิตอื่นๆ ด้วยต้องได้รับการบำบัด เด็ก ADHD ที่ขาดทักษะทางสังคมต้องมีการฝึกฝนทางสังคม ให้เข้ากับผู้อื่นได้ การฟัง การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การแสดงออกที่เหมาะสมในโรงเรียน ควรจะมีการฝึกฝนสมาธิสำหรับเด็กด้วย

>การรักษาด้วยยา

แพทย์ ที่รักษาโรคเด็กจะให้ยารักษาอาการซึมเศร้า ยากระตุ้นทางจิตเวช ยาต้านอัดรีเนอร์จิด และยาจิตเวช ต้องระมัดระวังใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ปลอดภัย ใช้ง่าย มีผลข้างเคียงน้อย

 

 

 

 

 

     Share

<< เหนื่อยบ้างอะไรบ้างตอบคำถาม >>

 

 

 

 

วันเกิดนังเมีย
ทั่นอ้วนทั้งสอง
ตาม้าตาเรือเค้าไม่รู้จักหรอกตะเอง
ขอหายไปสักพักนะครับ
ตอบคำถาม
เรื่องนังเมียสมาธิสั้น
เหนื่อยบ้างอะไรบ้าง
สงสาร
นังเมียพาลูกเที่ยวแบบผู้ชายๆ
นังเมียเล่าเรื่องผจญภัย
ไปทำบุญมาแล้ว / วิธีซักกระเป๋าลายจุด

ร้านกระเป๋าของนังเมีย

 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

 

 

เห็นด้วยกับลิซี่ค่ะ อยากกดไลค์ด้วยคน
meiduzar   
Thu 16 Jun 2011 14:44 [8]

ชอบไดหน้านี้มากๆค่ะ ขอบคุณพี่พัวบอยกะพี่นังเมียที่มาแชร์ประสบการณ์ และให้ความรู้นะคะ ถูกใจอยากกดlikeเหมือนในFB 555+
lizyliz   
Wed 10 Mar 2010 12:21 [7]

เป็นคนที่เข้าใจแฟนได้ดีมากเลยอะ นับถือค่ะ
sinya   
Wed 10 Mar 2010 0:42 [6]

อยากทราบว่าไปพบจิตแพทย์ที่ไหนค่ะ และค่าใช้จ่ยสูงไหมค่ะ เคยไปหาที่นึง (ไม่ขอเอ่ยชื่อนะค่ะ) ค่าใช้จ่ายสูงจนจะเป็นลมเลย และโรคที่เป็นต้องใช้ระยะเวลรักษาค่อนข้างนานเลยทีเดียว

ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
มุก   
Wed 10 Mar 2010 0:22 [5]
 

รบกวนสอบถามนิดนึงครับ ว่าที่แฟนคุณไปเข้าโปรแกรมนี่คือที่ไหนครับ
ขอบคุณล่วงหน้านะครับ
aa   
Tue 9 Mar 2010 20:39 [4]

พี่พัวบอยคะ รบกวนสอบถามพี่ทีค่ะ ถ้ากล้องลักษณะแบบกล้องที่พี่ถือบ่อย ๆ พังเนี่ย ไปซ่อมที่ไหนดีคะ ...

กล้องเพื่อนพี่ที่มาจากต่างประเทศแล้วเค้ามาอยุ่ไทยอ่ะค่ะ แล้วเกิดพัง พวกหนูไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยค่ะ

รบกวนสอบถามค่ะ ขอบคุณค่ะ
Mrs.P   
Tue 9 Mar 2010 19:39 [3]

หวัดดีค่ะ คุณแอ๊นท์ & คุณพัว

อ่านเสร็จแล้วกลับมานั่งพิจารณาดูตัวเอง
นับได้ 4 ข้อ...แต่ที่เหลือก็ยังคลุมเครือ ว่าใช่หรือไม่ใช่
.
.
.
ได้ความรู้ แถมยังเข้าใจตัวเองมากขึ้น
ขอบคุณค่ะ...^___^
Nuch   
Tue 9 Mar 2010 8:10 [2]

ขอบคุณมากๆนะค่ะ สำหรับไดอารี่วันนี้ เพราะจริงๆแล้วตัวเองก็เป็นโรคpanic attack ตั้งแต่12 ตอนนี้ก็ยังเป็น ความจำจำอะไรก็ได้ค่อยได้ดีเท่าไร แล้วพอมามีลูกเป็นเด็กชายฝาแฝดเหมือน อยากบอกว่าสุดๆเลย เด็กๆที่บ้านเหมือนยังที่พี่พัวบอยเอารายละเอียดมาลงเลยค่ะ

พีพัวบอยจะรังเกลียดอะไรไหมค่ะ ถ้าเกิดว่าแคล์อยากขอติดต่อกับพี่แอ้นทางอีเมล์ คือจริงๆมันเป็นเรื่องส่วนตัวที่รุ้สึกว่าอยากคุยกับใครที่เคยผ่านชีวิตแบบที่พี่แอ็นประสบมา เพราะตอนนีไม่ไหวแล้วกับชีวิตคุ่แบบนี้ แคล์แค่อยากคุยว่าพี่แอ็นผ่านจุดๆนั้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่รังเกลียด ฝากอีเมล์ให้พี่แอ้นด้วยนะค่ะ dolyapan@hotmail.com
ขอให้พี่พัวบอยกับพี่แอ้นมีความสุขอยุ่กันด้วยความเข้าใจรักกันตลอดไปค่ะ :)
clare and twins   
Tue 9 Mar 2010 5:34 [1]